ดีบีดี. เผยสถิติการจดทะเบียนธุรกิจ อาจารย์ มช. ชี้ ธุรกิจเครื่องประดับเยาวชนทำได้

กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแห่งประเทศไทย (ดีบีดี.) ได้จัดอันดับธุรกิจที่มีผู้จดทะเบียนพาณิชย์จำนวนสูงสุดสามอันดับแรกของภาคเหนือได้แก่ ธุรกิจด้านการก่อสร้างทั่วไป ธุรกิจด้านขายปลีกเครื่องประดับและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ อ.ดร.วรัทยา ชินกรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) ชี้ธุรกิจด้านเครื่องประดับไม่ได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของภาคเหนือ แต่ผลักดันให้เยาวชนมีธุรกิจที่เหมาะสมเป็นของตัวเอง

เมื่อวันที่ 25 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 กรมพัฒนาธุรกิจการค้าแห่งประเทศไทย (Department of Business Development) เผยการจัดอันดับธุรกิจที่มีการจดทะเบียนพาณิชย์สูงสูงรวมถึงสถิติการจดทะเบียนเลิกทั่วประเทศไทย ในข้อมูลมีจำนวนผู้จดนิติบุคคลและมูลค่าการจดทะเบียนทั้งหมดตั้งแต่ต้นเดือนมกราคมไปจนถึงเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ.2560 จากข้อมูลพบว่า ในช่วงเดือนมกราคมธุรกิจมีจำนวนจดทะเบียนพาณิชย์สูงสุดสามอันดับแรกในภาคเหนือได้แก่ ธุรกิจด้านการก่อสร้างทั่วไป จำนวน 104 ราย มูลค่า 146 ล้านบาท ธุรกิจด้านขายปลีกเครื่องประดับมีจำนวน 80 ราย มูลค่า 232 ล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 26 ราย มูลค่า 45 ล้านบาท ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ได้แก่ ธุรกิจด้านการก่อสร้างทั่วไป จำนวน 80 ราย มูลค่า 111 ล้านบาท ธุรกิจด้านขายปลีกเครื่องประดับมีจำนวน 36 ราย มูลค่า 117 ล้านบาท และธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ 27 ราย มูลค่า 876 ล้านบาท อย่างไรก็ตามธุรกิจด้านการก่อสร้างและธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังคงติดอันดับที่ 1 และ 2 การจดทะเบียนเลิกในระดับประเทศตลอดสองเดือนที่ผ่านมา จึงทำให้ธุรกิจที่ยังเป็นกระแสใหญ่อย่างธุรกิจด้านขายปลีกเครื่องประดับยังคงดำเนินกิจการต่อ และเป็นอีกหนึ่งกระแสใหม่ที่เยาวชนได้นำมาเปิดเป็นธุรกิจของตนเอง

นางสาวกุลธิดา ศรีสวัสดิ์ เจ้าของธุรกิจเครื่องประดับแบรนด์ KPHANDMADE ได้ให้การสัมภาษณ์ถึงประสบการณ์การทำธุรกิจ โดยตนเองได้เริ่มทำธุรกิจตอนอายุ 19 ปี เริ่มจากการซื้อชิ้นส่วนสำหรับทำเครื่องประดับขนาดเล็กมาทำเป็นงานอดิเรก แต่ด้วยเหตุที่ซื้อมาในจำนวนมาก จึงลองประดิษฐ์และจำหน่ายผ่านเพจในเฟซบุ๊ก ผลตอบรับจากการขายคือได้รับกำไรครั้งนึงจากต้นทุน จนเป็นแรงผลักดันให้ทำเป็นธุรกิจของตนเองในที่สุด เมื่อเริ่มตั้งเป็นแบรนด์สินค้ามีร้านของตนเอง ผู้ที่มาซื้อมีจำนวนมากขึ้นจนกลายเป็นกระแสกลุ่มวัยรุ่นและชาวต่างชาติหันมาชื่นชอบเครื่องประดับจากร้านตนเอง ในปัจจุบันได้ทำธุรกิจมากว่า 3 ปี ธุรกิจตนเองยังคงมีผลตอบรับที่ดีมีแนวโน้มที่ดีในอนาคต แต่สิ่งสำคัญที่ตนเองกำชับอยู่เสมอคือ การทำธุรกิจด้านเครื่องประดับต้องอาศัยความคิดสร้างสรรค์เป็นสิ่งสำคัญอยู่ตลอด การประยุกต์สิ่งต่างๆให้เข้ากับยุคสมัย เพราะกระแสสังคมในแต่ละวันอาจเปลี่ยนแปลงได้เสมอ ดังนั้นความคิดสร้างสรรค์ใหม่จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง หากต้องการให้ธุรกิจสามารถดำเนินไปได้ต่อในอนาคต

ในส่วนข้อมูลการจดทะเบียนพาณิชย์ได้ระบุไว้ว่า อายุของผู้ประกอบพาณิชยกิจ (บุคคลธรรมดา) พ.ร.บ.ทะเบียนพาณิชย์ พ.ศ.2499 (กฎหมาย) มิได้กำหนดอายุของผู้ประกอบพาณิชยกิจไว้แต่อย่างไร แต่โดยพื้นฐานบุคคลย่อมพ้นจากภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเมื่อมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ แต่สำหรับผู้เยาว์จะทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ซึ่งผู้เยาว์ที่มีอายุไม่ต่ำกว่า 12 ปี และบิดา-มารดายินยอมก็สามารถจดทะเบียนพาณิชย์ได้ ส่วนงานก่อสร้างเป็นงานบริการและรับจ้างไม่ต้องจดทะเบียนพาณิชย์

อ.ดร.วรัทยา ชินกรรม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้ทำการวิเคราะห์จำนวนสถิติของผู้จดทะเบียนพาณิชย์ว่า สำหรับธุรกิจร้านขายปลีกเครื่องประดับที่มีการจดทะเบียนจำนวนมากเนื่องมาจากนโยบายของรัฐในเรื่องของภาษีที่เอื้อต่อผู้ประกอบการมากขึ้น ซึ่งผู้ประกอบการเหล่านี้จะทำการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลได้รับสิทธิพิเศษกว่าผู้ประกอบการที่เป็นบุคคลธรรมดา โดยตัวเลขของการจดทะเบียนส่วนใหญ่หากพิจารณาจะเป็นร้านจำหน่ายทอง ดังนั้นการที่ตัวเลขของผู้จดทะเบียนร้านขายปลีกเครื่องประดับเพิ่มขึ้นอาจมาจากทางด้านนโยบายของรัฐบาลมากกว่าความต้องการที่เพิ่มมากขึ้น ในส่วนธุรกิจด้านการก่อสร้างทั่วไปและอลังหาริมทรัพย์ที่มีจำนวนผู้จดทะเบียนเลิกจำนวนอาจเกี่ยวมากจากความต้องการอสังหาริมทรัพย์เริ่มลดลงประกอบกับตอนนี้อสังหาริมทรัพย์ไม่ว่าจะเป็นบ้านหรือคอนโดยังมี อุปทานหรือความต้องการขายจำนวนมาก จึงทำให้เกิดอุปทานส่วนเกินที่ทำให้ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถขายอสังหาริมทรัพย์ได้ต้องเลิกกิจการไป สำหรับธุรกิจด้านเครื่องประดับที่ไม่ใช่ทองที่มีมูลค่า หากมองในมุมเศรษฐศาสตร์ถือเป็นสินค้าฟุ่มเฟือยดังนั้น จากเศรษฐกิจในปัจจุบันซึ่งอยู่ในสภาวะชะลอตัวอาจจะยังไม่มีแนวโน้มที่เพิ่มขึ้น แต่อย่างไรก็ตามเครื่องประดับของภาคเหนือมีเอกลักษณ์เฉพาะซึ่งนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีนนั้นมีความชื่นชอบอยู่แล้ว จึงอาจมีช่องทางทางการตลาดที่สามารถขายให้แก่นักท่องเที่ยวได้ ดังนั้นหากเยาวชนสามารถที่จะเริ่มต้นธุรกิจประเภทนี้เป็นของตนเองได้ก็จะช่วยส่งเสริมเศรษฐกิจให้ดีขึ้นได้ เพราะหากเยาวชนมีรายได้จากการทำงานเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการบริโภค การลงทุนที่เพิ่มขึ้น รายได้ประชาชาติจึงเพิ่มขึ้นไปด้วย แต่สิ่งสำคัญคือความคิดสร้างสรรค์และสร้างนวัตกรรมใหม่ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป สินค้าที่เคยขายได้ในอดีต อาจไม่สามารถขายได้ในปัจจุบันแล้ว หากเยาวชนต้องการทำธุรกิจด้านขายปลีกเครื่องประดับก็สามารถทำได้แต่ต้องบวกความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมเข้าไปด้วย

 

ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนเฉพาะภาคเหนือ

เดือน มกราคม 2560

 

เดือน กุมภาพันธ์ 2560

ข้อมูลสถิติการจดทะเบียนทั่วประเทศ


Be the first to comment

Leave a Reply

Your email address will not be published.


*